วิธีดีที่สุดในการรักษาโรคนอนไม่หลับ

โรคนอนไม่หลับ โรคนอนไม่หลับคืออะไร? โรคนอนไม่หลับคือความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนที่พบได้ทั่วไป คนที่เป็นโรคนอนไม่หลับจะหลับยาก ไม่สามารถหลับได้นานหรือมีทั้งสองอาการ เป็นเหตุให้ได้นอนน้อยหรือคุณภาพการนอนหลับไม่ดี ทำให้อ่อนเพลีบและรู้สึกหงุดหงิดในตอนกลางวัน โรคนอนไม่หลับเกิดขึ้นได้อย่างไร? โรคนอนไม่หลับเกิดขึ้นจาก “วาตะ” หรือพลังงานแห่งการเคลื่อนไหวที่มีมากเกินไปในร่างกายและจิตใจ สาเหตุที่วาตะมีมากเกินไปส่วนใหญ่แล้วมาจากพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตที่ผิด ในทางอายุรเวท “วาตะ” ควบคุมความเคลื่อนไหว ความคิดและกิจกรรม รวมทั้งควบคุมการทำงานประสานกันของระบบประสาท เมื่อวาตะมากจะทำให้เกิดกิจกรรมที่มากเกินไปโดยเฉพาะในจิตใจ ทำให้ไม่สามารถระงับความคิดซึ่งนำไปสู่ความวิตกกังวลและปัญหาสุขภาพอื่นๆได้ สาเหตุทางกายภาพ : การได้รับคาเฟอีนหรือสารกระตุ้นชนิดอื่นมากเกินไปโดยเฉพาะก่อนเข้านอน การดื่มแอลกอฮอล์ ใช้ยาต้านอาการซึมเศร้า หรือยากล่อมประสาทที่ทำให้ผ่อนคลายชั่วขณะมาเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้การนอนหลับตื้น โรคต่างๆ เช่น ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน น้ำหนักเกิน กลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข (Restless Legs Syndrome: RLS) (กล้ามเนื้อขาท่อนล่างบิดหรือเกร็งขณะนอนหลับ) ความเจ็บปวดหรือไม่สบายเนื่องจากความเจ็บป่วย เช่น โรคข้ออักเสบ พฤติกรรมการนอนไม่ดี รวมทั้งการเข้านอนไม่เป็นเวลาหรือในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวน กินอาหารหรือทำงานบนเตียงก่อนนอน รูปแบบการนอนเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากชั่วโมงทำงานหรือการเดินทาง (เจ็ทแล็ก) การเดินทางหรือการคิดที่มากเกินไป สาเหตุทางจิตใจ : ความหดหู่ วิตกหรือกังวลมากเกินไป บ้างานและมาตรฐานสูง ความเครียด ช่วยทำให้สงบและบำรุงร่างกาย : แป้งโฮลวีทสด ข้าวกล้อง มันฝรั่งอบกับน้ำมันเนยหรือกี ผ่อนคลาย : นมร้อนกับอัลมอนด์บดละเอียด ดีที่สุดในช่วง 1 ชม.ก่อนเข้านอน ชาคาโมมายล์ การจิบน้ำร้อนตลอดวัน อุดมด้วยธาตุเหล็ก : แอพริค็อท ลูกเกด แอปเปิล เนื้อวัวและหมู โฮลวีท ถั่วแดง ผักใบสีเขียวเข้มเช่น คะน้า ผักโขม…

บริหารคอเพื่อบรรเทาความแข็งตึงและอาการปวด

การบริหารคอให้ผลดีในการบรรเทาความปวด ช่วยให้คอเคลื่อนไหวได้ดีขึ้นและทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง โปรแกรมการบริหารควรออกแบบเฉพาะบุคคลตามระดับความปวด ขอบเขตที่เคลื่อนไหวได้ และพละกำลังในปัจจุบัน โปรแกรมบริหารคอแบบทั่วไปจะประกอบไปด้วยการยืดเหยียดและการเพิ่มความแข็งแรง การบริหารจุดที่แข็งตึงและการบริหารแบบแอโรบิค การบริหารคอจะช่วยให้คุณใช้งาน ยืดเหยียดและออกกำลังกล้ามเนื้อคอได้อย่างดีต่อสุขภาพกว่าเดิม การบริหารคอแบบง่ายๆมีดังต่อไปนี้ หมุน : หันศีรษะช้าๆไปทางซ้ายและขวา หมุนไหล่ : ยืนตรง ยกไหล่ หมุนเป็นวงกลม ย้อนกลับ หมุนทั้งไปและกลับ ยืดด้านข้าง ยืนตรง ยืดคอไปทางซ้ายช้าๆพยายามให้หูแตะไหล่ ทำข้างขวาเช่นเดียวกัน ออกแรงต้าน : วางมือขวาบนศีรษะบริเวณเหนือในหู กดเบาๆ ใช้คอออกแรงต้านการกด ทำเช่นเดียวกันด้วยมือซ้ายบนศีรษะอีกด้าน ยกศีรษะ : บริหารด้วยการยกศีรษะขึ้นลง นอนราบ งอเข่า วางเท้าราบกับพื้น นักบำบัดจะช่วยให้คุณบริหารคอได้อย่างเหมาะสม กระตุ้นให้พยายามและป้องกันไม่ให้อาการบาดเจ็บรุนแรงขึ้น ก่อนที่จะบริหารคอด้วยตนเองได้ คุณต้องมั่นใจว่าทำแต่ละขั้นตอนได้เองอย่างปลอดภัย สาเหตุทั่วไปที่ทำให้ปวดคอคือ: การบาดเจ็บและอุบัติเหตุ โรคที่เกิดจากความเสื่อม เช่น โรคข้อเสื่อม โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ และโรคหมอรองกระดูกเสื่อม ท่าทางที่ไม่ดี ความอ้วน กล้ามเนื้อช่วงท้องที่อ่อนแอซึ่งทำให้กระดูกสันหลังเสียสมดุลมักจะทำให้คอต้องโน้มไปข้างหน้าเพื่อชดเชย ความเครียดและความตึงเครียดของจิตใจทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง เป็นผลให้เจ็บปวดและแข็งตึง การวินิจฉัยที่เหมาะสมมีความจำเป็นเสมอสำหรับการกำหนดโปรแกรมการบำบัดที่ดีที่สุดสำหรับอาการปวดคอ แม้ว่าคุณตะสนใจในการบริหารเพื่อบรรเทาอาการปวดคอและไหล่ แต่อย่าลืมปรึกษาแพทย์ของคุณด้วย

ดูแลตนเองและสร้างสมดุลด้วยอายุรเวท

อายุรเวทคือวิถีชีวิตแบบองค์รวม องค์รวมหมายถึงความสมดุลในทุกด้านของชีวิตและการมองตนเองอย่างรอบด้าน – ร่างกาย จิตใจ อารมณ์และจิตวิญญาณ อายุรเวทเป็นศาสตร์เก่าแก่อายุกว่า 5,000 ปี เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรงที่ผ่านการทดลองและทดสอบแล้วโดยคนนับล้าน ศาสตร์นี้ยังครอบคลุมถึงความรู้ในด้านสุคนธบำบัด การฝังเข็ม โยคะ การทำสมาธิ โหราศาสตร์ตามตำราพระเวท การบำบัดด้วยดนตรี เส้นลมปราณและเรื่องทางจิตวิญญาณ มีผู้นำศาสตร์อายุรเวทไปใช้หลายแห่งในโลก อายุรเวทในประเทศไทยกำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วด้วยหลายปัจจัย – นักบำบัดผู้ผ่านการฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ สมุนไพรเพื่อการรักษาที่มีมากมาย ภูมิอากาศที่ดี ความเป็นกันเองของคนไทย อาหารอร่อยดีต่อสุขภาพและหลากหลาย รวมทั้งปัจจัยอื่นๆอีกมาก อายุรเวทเป็นเรื่องเกี่ยวกับการ “ป้องกัน” ศาสตร์ในการบำบัดทั้งหมดมุ่งความสนใจไปที่การทำความรู้จักตนเอง คุณสามารถรู้จักตนเองได้ดีพอที่จะป้องกันก่อนเป็นโรค ตรงกันข้ามกับการรักษาอาการหลังเกิดโรคแล้ว พูดในแง่ของพลังงาน คุณจะต้องเริ่มต้นจากการหาประเภทของร่างกายและจิตใจที่ไม่เหมือนใครของตัวคุณก่อน สิ่งนี้คือ “สภาวะปกติ” หรือสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวคุณ สภาวะปกติจะถูกกำหนดตั้งแต่คุณปฏิสนธิและจะไม่เปลี่ยนแปลงตลอดชีวิตยกเว้นในกรณีที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อปฏิสนธิองค์ประกอบและสัดส่วนของพลังงานภายในที่เรียกว่า “โดชา” ของแต่ละคนจะถูกกำหนดตามพันธุกรรม อาหาร วิถีชีวิตและสภาพอารมณ์ของพ่อแม่ เบื้องต้นโดชามีสามประเภทได้แก่ – วาตะ พลังงานแห่งการเคลื่อนไหว ปิตตะ พลังงานแห่งการเปลี่ยนแปลง และกผะ พลังงานแห่งโครงสร้าง นอกจากนี้คุณยังต้องหาสภาวะของคุณ “ในปัจจุบัน” ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นในสภาวะสุขภาพของคุณในปัจจุบัน สิ่งนี้เรียกว่า “วิกฤติ” ถ้าคนมีสุขภาพดีเลิศ องค์ประกอบของ “ปกติ” และ “วิกฤติ” จะเหมือนกัน แต่โดยทั่วไปสองสิ่งนี้จะแตกต่างกันเนื่องจากอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อน วิถีชีวิต หรือสภาพแวสดล้อมที่ไม่สอดคล้องกับ “ปกติ” ของแต่ละคน การบ่งบอกว่า “วิกฤติ” มีปัญหาสามารถทำได้ไม่ยาก อาการที่จะปรากฏให้เห็นก็เช่น หากคุณมีวาตะซึ่งเป็นพลังงานแห่งการเคลื่อนไหวมากเกินไป คุณจะมีผิวแห้งมาก มือและเท้าเย็น…